22/01/2012
PABX
SystemsThe Intersil HC5503 low value SLIC is optimized to be used in tiny Analog or mixed Analog and Digital Key phonephone Systems (KTS) or PABXPABX merchandise. The low element count solution and surface mount package options, enable a small desktop Key System/PABXPABX product to be achieved. the internal power dissipation of the tip product is minimized by the low power consumption and minimal power offer voltage needs of the HC5503.The HC5503 integrated solution provides higher quality, higher reliability and higher performance solution than a transformer, thick film hybrid or discrete analog subscriber interface style.The HC5503 is designed in an exceedingly Dielectrically isolated bipolar technology and is inherently latch proof and doesn't require hot plug or power offer sequencing precautions.Design InformationLine Feed AmplifiersThe line feed amplifiers are high power operational amplifiers and are connected to the subscriber loop through 150Ω of feed resistance as shown in Figure 1. The feed resistors and synthesized impedance via feedback provide a 600Ω balanced load for the 2-wire to 4-wire transmission.The tip feed amplifier is configured as a unity gain noninverting buffer. A -4V bias (derived from the negative battery (VBAT) in the bias network) is applied to the input of the amplifier. Hence, the tip feed DC level is at -4V. The principal reason for this offset is to accommodate sourcing and sinking of longitudinal noise currents up to 15mARMSwithout saturating the amplifier output and to produce sufficient overhead for receive signals. The tip feed amplifier conjointly feeds the ring feed amplifier, that is configured as a unity gain inverting amplifier as seen from the tip feed amplifier. The noninverting input to the ring feed amp is biased at a VBAT/2. trying into this terminal the amplifier encompasses a noninverting gain of two. Thus, the DC output at ring feed is:
17/01/2012

งานตกลงซื้อขายสินค้าหรือการ โทรศัพท์ธุรกรรมทางโทรศัพท์ไม่ว่าจะเป็นการสอบถามข้อมูลสินค้าเช่น สินเชื่อ บัตรเครดิต หรืออะไรต่างๆนาๆนับได้ว่าเป็นที่นิยมและสะดวกสะบายที่สุดอย่างหนึ่ง ด้วยกันในอีกทางหนึ่งในการติดต่อซื้อขาย เพราะว่าการพูดจากนั้น แต่บางทีอาจทำให้เกิดการเสียผล อรรถประโยชน์ได้เพราะว่าการพูดคุยไม่ได้มีหลักฐานอะไรยืนยันว่าเราได้พูดคำนั้นคำนี้ไป เพราะการ ทำการค้าทางโทรศัพท์ นั้นไม่มีหลักฐานที่เป็นรูปธรรมเพื่อยืนยันความ วอดวายที่เกิดขึ้นได้ ดังนั้นการทำธุรกรรมของ เธอควรหรือยังที่จะต้องมีระบบป้องกัน หรือจะเสียงรอให้เกิดความเสียหายกับธุรกิจของคุณก่อนที่จะหาวิธีป้องกัน เพราะระบบบันทึกเสียงที่สมบูรณ์แบบ จึงมีการ สร้างสรรค์เครื่องมือที่จะสามารถบันทึกเสียงการสนทะนากันระหว่างพูดคุยได้นั้นก็คือ Voice Logger นั่นเอง การติดตั้งที่มีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ช่วยบันทึกเสียง สามารถเปิดฟังเสียงสนทนาที่บันทึกไว้ได้จากโปรแกรม Remote ทั้งแบบ Real Time และแบบ Play Back จัดเก็บเสียงสนทนาได้นาน Voice Logger อาจทำการสำรองข้อมูลได้ง่าย แล้วเครื่อง Voice Logger นั้น ได้ที่กับหน่วยงาน ระดับไหนบ้าง จริงๆแล้วผมว่าเหมาะกับทุกหน่วยงานเลยทีเดียวครับแต่ถ้าจะ ทัศนาถึงความจำเป็นหลักๆก็ เช่น สถานีตำรวจสเพราะบางครั้งเอาไว้บรรทึกเสียงตอนมีคนแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับคดีต่างๆบาง ตอนนี้เจ้าพนักงานไม่สามารถจำได้หมด ต่อมา ถานีดับเพลิงหน่วยงานราชการทหาร ศาล โรงพยาบาล บริษัทรักษาความปลอดภัย อีกทั้งตลาดหลักทรัพย์ธุรกรรมการซื้อขาย ธุรกิจ ท่องเที่ยว โรงแรม เห็นไหมครับไม่ว่าหน่วยงาน ไหนที่มีการใช้โทรศัพท์ในการติดต่อสื่อสาร แยะและบ่อย ก็ควรมี Voice Logger Voice Logger กันทั้งนั้นครับ เปลาะในเรื่องของการติดตั้ง Voice Loggerมีหลากหลายรูปแบบให้ท่านเลือกสำหรับการติดตั้ง เครื่องใช้ไม้สอย Voice Logger ดังนี้ขึ้นอยู่กับ Voice Logger จุดมุ่งหมายการใช้งานขององค์กรนั้นๆ ด้วยกันเพื่อให้การทำ Voice Logger กิจของอุปกรณ์มีประสิทธิภาพ สูงสุด แต่การติดตั้งแต่ละครั้งหากเราไม่สามารถติดตั้งได้ด้วยตัวเองได้ก็ควรหาช่าง ไม่ก็ห้างร้านที่รับบริการ จัดตั้งพวกนี้ ดูง่ายๆก็คือดูจากผลงานที่ผ่านมานั่นแหล่ะครับว่าเขาเคยติดตั้งที่ไหนไว้บ้าง บริการหลังการขายนี้ดี หรือไม่เป็นต้น ขอรับกระผม
08/01/2012
ท่าธุรกิจนำเที่ยวชมโลมาจะทรายได้ไม่เลวอยู่เหมือนกัน พินิจจากเมื่อพวกเราเข้าไปในหมู่บ้านแหลมประทับของชาวประมงในอ่าว บ้านเรือนหลายหลังแปรสภาพจากแบบดั้งเดิม เปลี่ยนแปลงเป็นบ้านทรงทันสมัยก่ออิฐอย่างดี แอบมองข้างในบ้านก็เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งโทรทัศน์ เครื่องเสียง ดีวีดี ตู้เย็น บางบ้านถึงขนาดทำรูปปั้นโลมาสีชมพูพ่นน้ำไว้หน้าบ้านเสียอีกด้วย เก๋ไก๋สไลเดอร์แท้ ๆตัวอ่าวท้องเนียนเป็นป่าชายเลนที่เวลาน้ำขึ้นน้ำจะท่วมหมด แต่เวลาน้ำลดก็จะเป็นหาดทรายกว้างใหญ่ เหนืออ่าวท้องเนียนยังมีหาดท้องทราย เราต้องจอดรถแล้วเดินต่อไปอีกหน่อยก็เจอโค้งหาดเล็ก ๆ ที่มีลักษณะเป็นมุมสงบ เพริศด้วยโค้งหาด ทิวมะพร้าวและฉากหลังเป็นภูหินรถของเราแล่นลัดเลาะตามทางลงมาจนถึงลานกว้างใต้ทิวมะพร้าวเรียงรายริมหาดท้องโหนด “ตรงนี้ก็เป็นฉากใหญ่ในหนังเรื่องโจรสลัดเคราดำที่ว่า ฝรั่งเขาเช่าที่เอกชนสร้างเป็นเมืองหมดเมืองเลยนะ ให้ชื่อว่าเมืองบาฮาลา มีครบทั้งหอนาฬิกา ตึกรามบ้านช่อง โรงเหล้า ตลาด ตรงชายหาดนั่นก็สร้างสะพานไม้ยื่นออกไปในทะเลตั้ง 50 เมตร เป็นท่าเทียบเรือ มีหัวกะโหลกแขวนด้วย แบบโจรสลัดนั่นแหละ” คุณเจี๊ยบชี้พลางพรรณนาให้เห็นเป็นฉาก ๆ มองตามไปก็เห็นหาดทรายกว้างใหญ่ทอดตัวเป็นแนวยาว บรรยากาศสงบปราศจากผู้คน พอเหมาะกับการถ่ายหนังจริง ๆ ไม่ต้องกลัวใครมากวน เสียดายฉากต่าง ๆ ที่คุณเจี๊ยบว่าอลังการนักหนา ไม่เหลืออะไรให้เห็นเป็นชิ้นเป็นอัน ได้แต่จินตนาการตามไปไม่รู้เหมือนกันว่าหนังเรื่องนี้จะเข้ามาส่องแสงเมืองไทยรึเปล่า ฟังบ่อยเข้าก็ชักเกิดอยากดูขึ้นมาแบบเดียวกันเอ๊ะ ตรงนี้คุ้น ๆ ตานะ” ผมว่า เมื่อรถแล่นมาตามถนนเลียบหาดอีกแห่งหนึ่งจำไม่ได้เหรอ ตรงนี้ก็หาดแขวงเภาไง ล่วงพ้นไปอีกหน่อยก็ถึงทางขึ้นที่ทำการอุทยานฯ บนเขาแล้ว”หาดนี้มีร้านภักษ์ทะเลสดอร่อยราคาย่อมเยา ไม่สดได้ไงละครับ สั่งปุ๊บเจ้าของร้านก็เดินไปซื้อวัตถุดิบสด ๆ จากชาวประมงที่อยู่ท่าเรือใกล้กันแบบเห็น ๆ คุณเจี๊ยบบอกว่าร้านที่เป็นเพิงชั้นเดียวเป็นร้านเก่าแก่อยู่คู่กับหาดมาเนิ่นนาน ชนิดอีกร้านที่เป็นสองชั้นเปิดที่หลัง เรื่องรสชาติผมขอไม่บอกดีกว่า ของอย่างนี้ต้องลองมาชิมเองโบราณท่านว่าสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่าช้อนตักใส่ปากชิมครับ แต่บอกใบ้ให้หน่อยก็ได้ว่าพวกเราแวะกินมากกว่าหนึ่งครั้งทั้งสองร้านแล้วก็มาถึงหาดท้องชิงที่เราผ่านไปผ่านมาประจำ เพราะเป็นทางลงจากบ้านพักรับรองของอุทยานฯ ที่เราพักอยู่ หน้าหาดเป็นที่ตั้งของท้องชิง รีสอร์ท บีช ที่มีบ้านพักหลังน้อย ย้ำว่าหลังน้อยจริง ๆ เพราะนอนได้ 2 คนเต็มห้องพอดี มีระเบียงแถมให้อีกหน่อย ตกแต่งทั้งภายในและภายนอกอย่างน่ารัก แทรกตัวอยู่กลางดงมะพร้าว ชายขอบหาดตกแต่งด้วยก้อนหินใหญ่เรียงรายเป็นแนวลวดลายโดดเด่น
07/01/2012
สิง กทม. มันน่าเอียนกับปัญหาการเมืองที่ขัดสนท่าว่าจะจบลงง่าย ๆ การเลือกตั้งที่น่าจะให้คำตอบคำถามทางการเมืองได้บางอย่างก็ดูเหมือนจะมาช้าจัง ไม่ทันใจ “รุ่นใหญ่” อย่างเรา อย่ากระนั้นเลย เราชาวพายเรือ อ.ส.ท. เลยหลบร้อนการเมืองไปออกทะเล เจอแดดร้อนเปรี้ยง ๆ ที่ถึงจะร้อนจี๋แต่ก็เบาหัว ง่ายและสนุกกว่ากันเยอะเลย คิดได้ดังนั้นแล้ว อิฉันชาวพายเรือ อ.ส.ท. ก็เอาเรือ คายักลำเก่งรุ่น Scupper Pro ยี่ห้อ Ocean Kayak สีชมพูสลับเขียวอ่อน หวานจ๋อย ขึ้นหลังคารถที่มีคานหลังคา Thule รุ่นวางตูกโดยเฉพาะมีม็อบข้างหน้า คนบนรถเมล์ รถเก๋ง รถปิกอัป ระหว่างทาง มองเรือสวย ๆ บนหลังคาแล้วมองเลยมาเห็นหน้าหล่อไม่เสร็จของเราด้วย คุณป้า ๆ ส่งยิ้มหวานมาให้ คุณแม่ชี้ให้คุณลูกดูเรือ ส่วนคุณนักศึกษาสาว ๆ หยุดสัปหงกบนรถเมล์ หันมาทำหน้าตาตื่น แหม ทั้งหมดนี้มันช่างรู้สึกเท่อย่าบอกใครเลยทีเดียวเชียวจุดหมายที่หมายของเราคราวนี้ คือที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง จังหวัด สุราษฎร์ธานี รถที่เราใช้เป็นรถ Chevrolet Zafira สีฟ้าสวนเข้ากับเรือบนหลังคาสีอ่อนหวาน รถที่มีเรือใส่หนักอยู่บนหลังคาไม่ได้สูญเสียการทรงตัวหรือเสียกำลังขับแต่อย่างใด ยังคงพาเรือวิ่งไปบนเส้นทางด้วยความนิ่ง เร็วและแรงแซงรถคันอื่น ๆ ได้ขาด เสียงกระพือของอะไร ๆ ก็ไม่มี ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ต้องยกความดีให้กับฝีมือการติดตั้งผูกรัดของคุณเอ
รถอิฉันมุ่งหน้าลงใต้ ผ่านเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร อย่างสะดวก จนไปถึงท่าเรือซีทรานเฟอร์รีที่ดอนสักเที่ยวสุดท้ายตอนหนึ่งทุ่มพอดี เจ้าของท่าเห็นเรือเราก็เอ็นดูให้ไปจ่อคิวแรก คนบนเรือเฟอร์รีก็ลงมาดูเรือเรากันเป็นแถว พอเรือขึ้นท่าที่เกาะสมุยแม่ค้าที่ลงเฟอร์รีมาด้วยบอกเป็นนิรุกติใต้ว่า “เกาะหมุยเรือยัก ๆ เยอะ แต่เรือบนรถเก๋งพรรค์นี้ไม่เคยเห็น”ขึ้นจากเรือเฟอร์รี เราก็ได้เห็นเกาะสมุย หลังจากไม่ได้เห็นมาหลายปี ที่ท่าเรือยังมีเรือประมงชาวบ้านลำเล็ก ๆ หยุดอยู่มากมาย นี่แหละกระดูกสันหลังของเกาะเลิศหรูที่มีโรงแรมราคาแพงสุดกู่ คืนละหลักหมื่นขึ้นไป ถ้าขาดบรรดาการจับสัตว์น้ำพื้นบ้านเหล่านี้แล้ว ก็อย่าหวังว่าชาวโรงแรมจะมีอาหารทะเลสดกินกันอย่างเอร็ดอร่อย ขวามือของท่าเรือเฟอร์รีเป็นตลาดอาหารโต้รุ่งเล็ก ๆ ที่เราไปเลียบ ๆ เคียง ๆ แล้วก็ อื้อหือ อาหารทะเลดูใช้ได้เลยแหละ เราเลยหมายตาไว้ว่า ถ้าอาหารที่ที่พักบนเกาะสมุยแพงนัก เราจะมากินอาหารกันตรงนี้แหละ มองดูได้เท่านั้น อิฉันก็ต้องขับรถออกมาจากท่าเรือ เพราะคิวข้างหลังยาวและเริ่มไล่กระชั้นเข้ามา
03/01/2012
หลังอาหารเช้าสรรพสิ่งโรงแรมที่แสนเอร็ดอร่อย เราเปิดตัวโปรแกรมด้วยการขับรถไปในสายบ้านในสระ ที่จะไปยังอ่าวท่าเลน และท่าปอมคลองสองน้ำ สองข้างทางเป็นเขาหินปูน หน้าผามีสีขาวสลับสีส้ม แซมด้วยไม้ภูเขาต่าง ๆ เช่น สลัดได ตีนเป็นภูเขา รูปร่างแปลกตา ซึ่งไม่เป็นได้ประสบได้ที่อื่นนอกจากที่กระบี่ และยังมีสวนปาล์มน้ำมัน สวนยางพาราปลูกเป็นทิวแถวสลับไปมา เราขับรถไปจนถึงท่าปอมคลองสองน้ำ แวะเข้าชมธรรมชาติและน้ำที่ใสเย็นไหลผ่านภูเขาหินปูน หยุดรถที่ใดก็กลายเป็นจุดสนใจ รถก็สวย ตูกก็งาม ถ้ามาในช่วงเดือนมิถุนายน เราจะพบว่าสองข้างทางเต็มฝั่งไปด้วยต้นสะตอออกฝักห้อยระย้า สวนลองกอง สวนเงาะ ออกผลให้เป็นที่น่ากินเต็มแรง
หลังจากนั้นเราก็ไปยังสระมรกต ที่ขึ้นชื่อว่าน้ำใสเช่นเดียวกัน โดยวิ่งไปยังตัวเมืองกระบี่ ผ่านอำเภอเหนือคลองไปจนถึงอำเภอคลองท่อม เลี้ยวซ้ายมีป้ายบอกไปตลอดทาง วันนี้ฟ้าใส จนถึงไปถึงเราใช้เวลาเดินหนไปยังสระมรกตประมาณ 15 นาที ผู้คนไม่มากนัก มีชาวต่างชาติบ้าง และคนกระบี่เองที่แอบหนีร้อนมาเล่นน้ำใส ๆ ให้เย็นใจ น้ำในสระเขียวใสสะท้อนกับแสงแดดเป็นระยับสวยงามมากนอกจากสระมรกต ยังมีสระแก้ว ในบริเวณนี้ไม่อนุญาตให้เล่นน้ำ อาจเนื่องจากมีพืชน้ำอยู่มาก แต่อีกที่หนึ่งบริเวณทางเข้ามีแอ่งน้ำตกสามารถลงเล่นได้ จากนั้นก็เดินทางกลับที่พัก
โปรแกรมวันนี้เราจะไปไม้พายเรือคายักที่เกาะห้อง โดยใช้เรือเร็วของเกาะพีพีทัวร์ บรรทุกเรือคายักและพวกเราไปยังเกาะห้อง ก่อนถึงเกาะเราเอาเรือคายักลงน้ำพร้อมกับใส่ชูชีพเพื่อพายเข้าไปในลากูนที่มีลักษณะเป็นห้อง ล้อมรอบด้วยหน้าผาหินปูนและพรรณไม้ต่าง ๆ เยอะแยะ
เกาะห้องวันนี้กลับมาคึกคัก ประสบชาวต่างชาติมากพอสมควร บ้างก็มาเล่นน้ำ นอนอาบแดดหรือพายเรือคายัก เราพายเรือคายักชมความงามของเกาะห้องไปเรื่อย ๆ เรือลำนี้อุตส่าห์บรรทุกมาจากกรุงเทพฯ เป็นเรือพายคนเดียวแบบทัวร์ริง มีหางเสือใช้เท้าบังคับให้เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาได้ เหมาะสำหรับพายไกล ๆ แต่วันนี้พายแค่พอหอมปากหอมคอเท่านั้น
ที่แล้วจากเกาะห้อง เราไปยังเกาะลาดิง ที่มีชายฝั่งและชิงช้าให้พักผ่อน และเกาะไร่กับเกาะผักเบี้ย ซึ่งเป็นที่นิยมสำหรับการเที่ยวหมู่เกาะห้องและกลับสู่ที่พักในตอนเย็น ล้างเรือคายักก่อนเอาไปเก็บไว้บนแร็กหลังคาเหมือนเดิม ตอนหัวค่ำคณะเราได้ขับเจ้าซาฟิราออกจากโรงแรมไปเที่ยวแถวฝั่งนพรัตน์ธาราและอ่าวนาง ที่ ณ วันนี้ได้กลับมามีสีสันในยามราตรีเหมือนเดิม
คณะเราเดินทางกลับกรุงเทพฯ ตอนสาย ๆ หลังมื้อเช้าที่แสนอร่อยและขนสัมภาระใส่เจ้าซาฟิรา เราใช้เส้นทางเดินออกจาที่พัก ขับผ่านบ้านในสระ ถึงปลีกตัวสายตัดใหม่ ทางหลวงหมายเลข 44 ก่อนถึงอำเภออ่าวลึก ระยะทาง 130 กว่ากิโลเมตร จนถึงเส้นทางหลวงหมายเลข 44 เป็นทางที่ตรงจริง ๆ ขนาดเมื่อคือนอนหลับกันแล้ว สมาชิกในรถยังเคล้งกันอีก น่าหลับด้วยจริง ๆ เลยถือโอกาสทำความเร็วและใช้อุปกรณ์ล็อกความเร็ว ไม่ต้องเหยียบคันเร่งให้เมื่อยเท้า แล้วก็หลับตามไปด้วย (ล้อเล่นนะครับ)
พอจะปลดล็อกก็แค่แตะเบรกเบา ๆ ล็อกก็ปลด ขับเจ้าซาฟิราทั้งวันแดดแรง แต่ภายในรถแอร์เย็นฉ่ำ เพลงก็เพราะ แวะเติมน้ำมันที่สมาชิกก็ตื่นกันที ลงมาหาขนมกินแล้วหลับต่อคณะเราถึงกรุงเทพฯ ค่ำ ๆ คืนนี้จะนอนหลับกันหรือเปล่า ก็เล่นนอนมากันทั้งวัน คราวหน้าจะหา รถรถกระบะตอนเดียวมาขับไปทำคอลัมน์นี้ ดูสิจะมีใครไปด้วยหรือไม่
02/01/2012
ดั้งนั้นการกลายของสังคมในกรุงเทพฯ นี้ จึงอยู่ในความสนใจของกลุ่มบุคคลหลายฝ่าย ทั้งจากภาครัฐบาลและเอกชนมูลนิธิและกลุ่มองค์กรสมาคมต่างๆ Bangkok Form จึงเป็นแท่นหนึ่งซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของนักวิชาการแลบุคคลที่มีความสนใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้นของสังคมกรุงเทพฯ โดยมีมูลนิธิ ฟรีดิช นอร์มัน เป็นแกนหลัก มีการจัดเทพฯ กิจกรรมเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอยู่เสมอ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขโจทย์ของกรุงเทพฯ ด้วย
ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา Bangkok Form ได้จัดพูดคุยเรื่องชุมชนขึ้น โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ท่านคือ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม และ อาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์โดยอาจารย์ศักร ได้กล่าวถึงความเป็นมาของชุมชนกรุงเทพฯ ในโบราณกาลว่า
“ชุมชนไนอดีตของกรุงเทพฯ นั้นจะอยู่ตามตรอก เป็นขุมชนที่มีตลาดเป็นศูนย์กลางของหลาย ๆ ชุมชน เวลามีเหตุการรณ์อะไรเกิดขึ้นก็จะรับรู้ถึงกันหมด วนซอยนี่จะเกิดขึ้นที่หลังและทำให้เกิดชุมชนใหม่ซึ่งมีคนเข้ามาอยู่อาศัยมากกว่าตรอก เป็นการปรับตัวครั้งใหม่ของชุมชน และซอยก็ยังเป็นที่มาของการเปลี่ยนโครงสร้างสังคม ทำให้เกิดชนชั้นขึ้นด้วย สังเกตได้จากการสร้างรั้วรอบขอบชิด ความสัมพันธ์ก็จะมีลักษณะหลวม ๆ คนแปลกหน้ามากขึ้นและการหลั่งไหลคนเข้ามาในซอยรวดเร็วมาก”
นอกจากการเปลี่ยนแปลงของชุมชนที่อาจารย์ศรีศักร ได้กล่าวแล้ว ในเวลาต่อมา พัฒนาการของความเป็นชุมชนได้เปลี่ยนไป ซึงอาจารย์ชัยวัฒน์ได้กล่าวถึงสภาวการณ์ของชุมชนว่า
“ผมมองปัจจัยหลัก 3 ประการที่ก่อให้เกิดชุมชนอย่างในปัจจุบันคือ คนในชุมชนมีทุกข์ร่วมกัน มีจิตนาการในการเชื่อมโยงคนเข้าด้วยกัน โดยผ่านกระบวนการต่าง ๆ ด้วยกันสามารถให้เทคโนดลยีแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งสร้างความสัมพันธ์ขึ้นมาใหม่ด้วย”
“กรณีการเกิดขึ้นใหม่ของชุมชน จ.ส. 100 เป็นการอธิบายกรุงเทพฯ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ มีการสื่อสารติดต่อสัมพันธ์กันผ่านเทคโนโลยีและจิตนาการ มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นการบรรเทาความทุกข์ร่วมกันของผู้ใช้รถใช้ถนนบนผิวการจราจรอันติดขัดในกรุงเทพฯ”
การอุปถัมภ์ค้ำชูซึ่งกันและกันของผู้ใช้รถในกรุงเทพมหานครนี้ เป็นความออดอ้อนในการหลีกเลี่ยงสภาพการจราจรอันคับคั่งบนเนทางบางสายที่มียวดยางมาก ให้หันไปใช้เส้นทางอื่นที่ติดขัดน้อยกว่า ถือได้ว่าเป็นการช่วยกันบูรณะสภาพการจราจรให้ดีขึ้นได้บ่าง โดยใช้เทคโนโลยีทางการสื่อสารอันทันสมัยของผู้ใช้รถเอง รายงานผ่านไปยงสถานีสู่คลี่นรับวิทยุในรถยนต์ที่เปิดรับคลื่นนี้ได้
และเมื่อสภาวการณ์ต่าง ๆ ของชุมชนในกรุงเทพฯ ต่างก็หันเข้ามาพึ่งพาเทคโนโลยีทางการสื่อสารมากขึ้นแล้ว การก่อรูปของวัฒนธรรมชุมชนแบบใหม่จะสามารถแทนที่ชุมชนและวัฒนธรรมปฐมภูมิที่ยังคงเป็นของคนส่วนใหญ่ได้หรือไม่ในวันนี้อาจจะยังไม่มีคำตอบที่สมบูรณ์ หากแต่ในอนาคต ชาวกรุงเทพฯ ก็ยังคงจะต้องร่วมจำกัดชะตากรรมเดียวกัน จากสภาพปัญหาต่าง ๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และสภาพปัญหาต่าง ๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และสภาพแวดล้อมที่ต่างก็แปรปรวนไปอย่างรวดเร็วด้วย
01/01/2012
สิ่งที่ควรทำสำหรับคนที่ร้างราการดำน้ำไปนานนั้นคือการฟื้นทักษะใหม่ทั้งหมดฉันถูกพาไปฝึกหน้าหาดทรายรี น้ำลึกเพียงไม่กี่เมตร ใสและเหยียดยาวด้วยพืชปะการังกับคุณครูคนไทยผู้อดทนต่อความไม่เอาไหนของฉันเวลาอยู่ใต้น้ำ
บ่ายคล้อย หลังผ่านการฟื้นทักษะบนเรือหางยาวที่พาเรามาดำนอกรอบ ดิฉันสวมอุปกรณ์เสร็จแล้ว แต่ทว่ายังรีรออยู่บนเรือขณะช่างกล้องและบัดดีของฉันลงไปลอยคออยู่ข้างล่าง พี่ทิ้ง คนขับเรือ ตบไหล่ฉันเบา ๆ เกื้อกูลฉันสวมตีนกบ เอามือกดหน้ากากดำน้ำและเรกูเลเตอร์ สูดลมหายใจแล้วกระโดดลงสู่ทำเครื่องหมายดำน้ำ Japanese Gardens เหรออ่าวสองบริเวณเกาะนางยวน
ฉันกับบัดดีปล่อยลมออกจาก B.C.D. เราจมลง ๆ สู่ก้นบึ้ง ไดฟ์คอมพิวเตอร์ที่ข้อมือเริ่มจัดการ ผืนน้ำทางบนเลื่อมพรายพร่าเลือนเหมือนอาการครึ่งหนึ่งตื่นครึ่งฝันฟองอากาศสีเงินผุดลอยขึ้นแล้วหายวับ นี้อาจเป็นช่วงเวลาพิเศษสำหรับนักดำน้ำที่จะได้มองเห็นลมหายใจของตัวเอง
Japanese Gardens ดำรงฐานะจุดดำน้ำเหมาะสำหรับมือใหม่ ด้วยความลึกตั้งแต่ 5-15 เมตร กับความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ในแนวปะการัง แน่นอน ทุกคนลงความเห็นว่ามันพอเหมาะกับฉันที่จะเริ่มไดฟ์แรกของตัวเอง ก่อนหน้านั้นที่นี่ยังไม่ได้รับความนิยมนัก มีเพียงชาวญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งที่หมั่นแวะเวียนมาดำน้ำกัน มาวางทุ่น เก็บขยะ ดูแลสวนใต้น้ำของพวกเขา จนหลากหลายต่อหลายคนเอ่ยปากถึงจุดดำน้ำนี้ว่าเป็น Japanese Gardens
ดีฉันอยู่ที่ความลึก 12 เมตร น้ำใสน่าตื่นตาด้วยปลาในแนวปะการังสีสวยสดหลายชนิดที่ฉันไม่เคยเห็น บางตัวอย่างปลานกขุนทองหน้าลายตามเราแจพอ ๆ กับพวกปลาแพะที่มีหนวดตรงคางคล้ายเคราแพะไว้สำรวจความเคลื่อนไหวใต้พื้นทราย กาลเตะตีกบเลียดไปกับพื้น ฝุ่นทรายที่ฟุ้งขึ้นมาจะปะปนอยู่ด้วยสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่เป็นอาหารของปลาทั้งสองชนิดนี้ ปลาแชกำ หรือปลาหู บางในภาษาท้องถิ่น ก็มักว่ายเข้ามาใกล้ ๆ ตามพื้นทราย ปลาบู่ทะเลสีเหลืองเยี่ยมหน้าออกมาจากรู เพราะมีคู่หูคือกุ้งดีดขันหลบอยู่ข้างหลัง ทั้งสองพึ่งพาหาอาหารและเตือนภัยแก่กันด้วยการส่งสัญญาณหลายรูปแบบ
ฉันเองก็เกาะติดอยู่กับบัดดี ไม่รู้ว่าน้ำหนักแค่ไหนที่จะไม่ทำให้ตัวลอยขึ้นมาบนผิวน้ำ หรือบางที่ดิ่งจมจนเพียงว่ายไม่ไปไดฟ์ลีดเดอร์คนหนึ่งบอกว่า คำตอบอาจรออยู่ที่ไดฟ์ถัดไป เหรออีกเป็นสิบไดฟ์ แล้วฉันจะได้พบ
ช่วงเกาะเชือกผูกเรือเพื่อขึ้นสู่ผิวน้ำเป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นปลาหูช้างครีบยาวตัววัยรุ่น ซึ่งยังมีครีบขนองและครีบก้นยาวมาก ปลาหูช้างวัยเด็กมักถูกเรียกว่าปลาค้างคาว ก็เพราะขนาดตัวเล็กสีดำ ๆ คล้ายค้างคาว พอโตขึ้นลำตัวจะก้าวหน้ากลายเป็นป้อมสั้นสีเทาแกมน้ำตาลอ่อน ครีบหลัง ครีบท้อง รวมทั้งหางมีขนาดใหญ่ แต่หดสั้นลงกว่าตอนเด็กมองผาด ๆ ไม่เพียงค้างคาวอีกต่อไป แต่เหมือนหูช้างเสียมากกว่า
ดวงอาทิตย์ข้ามผ่านเกาะนางยวนไปอยู่อีกฟากขณะเราหมดด้วยกันกลับสู่ผิวน้ำ ฉันปล่อยลมเข้า B.C.D. เอนหลังสลับขาว่ายไปที่เรือ พี่ทิ้งถามวาเป็นอย่างไรบ้าง ฉันถอดอุปกรณ์ส่งให้ รู้สึกตัวเบาโหวง มันคงจะมีกว่านี้ถ้าฉันไม่ต้องแบกความกังวลต่าง ๆ หลากหลายลงไปด้วย
31/12/2011
รู้จักมักจี่กันในนามของ Human Resource Consultant และ Organizaion Developement งานแนวคือ ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาองค์กร และคลุกคลีอยู่กับการดัดตนคน รวมถึงจัดการเรื่องยากๆ เช่น ทำวิสัยทัศน์ ภารกิจ กลยุทธ์ ตลอดจนจัดทำระบบวัดผล ปรับองค์กร และหมู่งานบริหารทรัพยากรบุคคล ยกตัวอย่างเช่น ถ้า 2 บริษัทจะทำธุรกิจร่วมกันจะต้องมีคนกลาง หรือ Third Party เข้ามาช่วยดูแลว่าจะทำอย่างไรให้บริษัทมีสถานภาพคงที่มากที่สุด ที่ปรึกษาทางธุรกิจก็จะรับบทบาทจัดการเรื่องนี้ไปด้วยกระบวนการที่กล่าวมาข้างต้น บางบริษัทเป็นองค์กรใหญ่และมีเสมียนมาก จะจ้างที่ปรึกษาทางธุรกิจเข้าไปดูแลโดยเฉพาะเลยก็ได้ ต้องจบปริญญาตรีเป็นอย่างต่ำ เน้นสาขาทรัพยากรบุคคล หรือบริหาร ที่สำคัญต้องสามารถติดต่อสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี ชอบติดต่อผู้คน มีทักษะในการสื่อสารที่ดี ใฝ่หาความเข้าใจตลอดเวลา เช่น อัพเดทข้อมูลข่าวสาร ล่วงรู้การเปลี่ยนแปลงของโลก และสามารถหาเครื่องมือมาใช้ในการเพิ่มพูนองค์กรได้ INCOME บางองค์กรเริ่มต้นค่อนข้างสูงประมาณ 30,000-40,000 บาท แต่โดยเฉลี่ยแล้วเงินเดือนสำหรับนิสิตนักศึกษาจบใหม่หรือผู้ไม่มีประสบการณ์ ประมาณ 20,000 บาทขึ้นไป อาชีพนี้มีโอกาสก้าวหน้าสูง เพราะสามารถเป็นที่ปรึกษาได้หลายบริษัทในเวลาเดียวกัน เมื่อทำงานด้านนี้มาได้สักระยะจะมีคนรู้จักนับถือ มีชื่อเสียงมากขึ้น พัฒนาเป็นผู้เชี่ยวชาญได้ หรือที่เรียกว่า Senior Consultant จนสามารถรับเป็นงานอิสระได้ แต่ต้องมีความมีความรู้ด้านธุรกิจและประสบการณ์สูงเหมาะ
เมืองนครราชสีมา เป็นเมืองโปเกเคยรุ่งเรืองมาตั้งแต่ในกาลเวลาขอมในสมัยดึกดำบรรพ์เป็นเมืองชั้น "เจ้าพระยามหานคร" ในปัจจุบันก็ยังคงมีความสำคัญ กล่าวคือ เป็นปากประตูสู่ภาคอีสาน และเป็นชุมทางคมนาคมสู่จังหวัดต่าง ๆ ทั้ง ๑๖ จังหวัดในภาคอีสานอีกด้วย
นครราชสีมา เป็นเมืองโบราณเมืองหนึ่งในอาณาจักรไทย เดิมทีเดียวตัวเมืองตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ในท้องที่อำเภอสูงเนิน ห่างจากตัวเมืองปัจจุบันประมาณ ๓๑ กิโลเมตร มีเมืองอยู่ ๒ เมือง คือเมือง "โคราช" หรือ "โคราฆะปุระ" กับเมือง "เสมา" ทั้ง ๒ เมืองโบราณดังที่กล่าวมาแล้วเคยเจริญผ่องใสมากในสมัยขอม ปัจจุบันเป็นเมืองร้างตั้งอยู่ริมฝั่งลำตะคอง
ภาราเสมา ตั้งอยู่ฝั่งใต้ลำตะคอง มีเนินดินกำแพงเมืองและคูเมืองทั้ง ๔ ด้านตัวด่านสร้างด้วยแลง ยังมีเหลือซากอยู่บ้าง ภายในภารามีสระและบึงใหญ่น้อยอาศัยใช้น้ำได้ตลอดปี มีโบราณวัตถุสมัยทวารวดีขนาดใหญ่แสดงอายุของเมืองนี้ ๒ อย่าง คือ พระพุทธรูปทำด้วยศิลา เล่ากันว่าแต่แรกตั้งยืนอยู่โดดเดี่ยว แล้วถูกฉุดลากล้มลงแตกหักยับเยิน ต่อมามีผู้เกิดความสังเวช เก็บรวมกอปรเป็นองค์พระวางนอนไว้ จึงเรียกกันว่าเป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์ไป อีกอย่างเป็นธรรมจักรศิลาขนาดวัดผ่าศูนย์กลางราว ๑.๕๐ เมตร เวลานี้ประดิษฐานอยู่ที่วัดคลองขวาง ตำบลเสมา ห่างจากถนนมิตรภาพประมาณ ๙-๑๐ กิโลเมตร
เมืองโคราฆะปุระ ตั้งอยู่ทางฝั่งเหนือลำตะคอง ในตำบลโคราช ห่างจากเมืองเสมา ไปทางทิศตะวันออกประมาณ ๖ กิโลเมตร หรือห่างจากที่ว่าการอำเภอสูงเนินไปราว ๒-๓ กิโลเมตร ในบริเวณเมืองมีปราสาทหินย่อม ๆ ๒-๓ แห่ง แห่งหนึ่งเคยตรวจพบศิวลึงค์ศิลา ขนาดยาว .๙๒/ .๒๘ เมตร กับศิลาทับหลังประตูจำหลักลายเป็นตัวพระอิศวรประทับยืนบนหลังโคอุศุภราช จึงน่าเชื่อว่าปราสาทหินหลังนี้อาจสร้างเป็นเทวสถานฝ่ายนิกายไศวะ เมืองนี้ในสมัยหนึ่งคงเป็นเมืองสำคัญ ตั้งรักษาเส้นทางที่ลงมายังแผ่นดินต่ำทางลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและลุ่มสายน้ำปราจีนบุรี เพราะอยู่ในที่ร่วมของมรรคาเดินทางช่องดงพระยาไฟกับดงพระยากลาง
ที่หน้าอำเภอสูงเนินมีศิลาจารึกเป็นภาษาสันสฤตกับภาษาขอมแผ่นหนึ่งหักเป็น ๒ ท่อน เดิมอยู่ที่หมู่บ้านบ่ออีกาในเขตเมืองเสมา เป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันอายุของเมืองในอำเภอสูงเนิน เนื้อความในจารึกเล่าถึงพระเจ้าศรีจนาศ (หรือ ศรีจนาเศศวร) ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลมอบให้พระภิกษุสงฆ์ เมื่อ พ.ศ. ๑๔๑๑
30/12/2011
แม้เวลาจะผ่านไปกว่าสองร้อยปี “ไทยผวนบ้านเชียง” ที่จังหวัดอุดรธานี ไม่เคยลืมรากวัฒนธรรมของบรรพบุรุษ แต่ครั้งที่ยังตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เชียงขวาง ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งใน 17 แขวง ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ครั้งนั้น ขุนเชียงสวัสดิ์เป็นผู้นำเอาครัวไทพวนเชียงขวางเคลื่อนย้ายมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านหนองหาน ปัจจุบันคืออำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ซึ่งต่อมาได้มีการขดค้นทางโบราณคดีและพบว่า ที่ตั้งดังกล่าวเป็นแหล่งอารยะธรรมล้าสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ จนกระทั้งองค์การยูเนสโกประกาศให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม และกรมศิลปากรได้จัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง ขึ้นในที่สุด บ้านเชียงจึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวชาวต่างประเทศได้เป็นส่วนมาก
ทุก ๆ ปีทางจังหวัดอุดรธานีจะร่วมมือกับกรมศิลปากรและ ททท. รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดงานฉลองมรดกโลกบ้านเชียงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ ชาวบ้านเชียงรับรู้ในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เคยเสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรหลุดขุดค้นที่บ้านเชียง จึงใช้ชื่องานว่างานมรดกโลกบ้านเชียง ประจำปี 2549 “รำลึกรอยพระบาทที่ยาตรา” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-19 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา กิจกรรมภายในงานนอกเหนือจากการออกร้านจำหน่ายสินค้าโอทอป การแสดงทางวัฒนธรรม การแสดงแสง-เสียง และมหรสพต่าง ๆ ในช่วงค่ำ ซึ่งมีรายละเอียดที่ปรับเปลี่ยนไปทุก ๆ ปีแล้วยังมีกิจกรรมหนึ่งที่ชาวบ้านเชียงถือเป็นพิธีกรรมสำคัญที่ถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมาทุกรุ่น คือการบวงสรวงเจ้าปู่ขุ่นเชียงสวัสดิ์
ชาวบ้านเชียงแสดงความสำนึกในบุญคุณของเจ้าปู่ขุนเชียงสวัสดิ์ ด้วยเครื่องสังเวยบูชาชุดใหญ่ที่หาชมยาก มีการฟ้อนไทยพวนโดยหญิงชาวบ้านเชียงทุกช่วงอายุ ที่หัดท่ารำกันมาจากโรงเรียนบ้านเชียงประชาเชียงเชิด ตั้งแต่ครั้งที่เริ่มเข้ารับการศึกษาภาคบังคับตามระบบ ในเครื่องแต่งกายชาวไทยพวนที่ทุกคนจะต้องมีเป็นสมบัติติดตัวและคุ้นเคยกับการสวมใส่ตั้งแต่เป็นนักเรียนประถม กล่าวกันว่าผู้ใดที่มาฟ้อนบวงสรวงเจ้าปู่นั้น จะได้รับพรจากเจ้าปู่ให้มีความสุขเต็มลานหน้าศาลเจ้าปู่ เป็นภาพที่งดงาม ยืนยันถึงความเป็น “พวน” ที่สืบทอดกันมา นับเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่ภาคภูมิใจของชาวบ้านเชียง
เสร็จพิธีแล้วทุกคนจะแยกย้ายกันไปสร้างกิจของตน วันนี้เราจะเห็นชาวบ้านเชียงทุกคนอยู่ในเครื่องแต่งกายสีน้ำเงินเข้มที่เรียกกันทางเหนือว่า “หม้อห้อม” แต่ทางอีสานเรียก “คราม” เป็นหลักฐานแสดงความเชื่อมโยงของวัฒนธรรมที่มีต้นกำเนิดมาจากฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงเช่นกัน
แม้ว่าพิธีกรรมตะวันตกได้คืบคลานตามบรรดาผู้บ่าวตาน้ำข้าวที่เข้ามาเป็นเขยบ้านเชียงวันแล้ววันเล่า อย่างไรก็ดีเลือดไทยพวนที่เข้มข้นก็ไม่เคยเจือจางลงเลย แต่กลับย้อมให้สีน้ำข้าวนั้นเข้มข้นขึ้น ดังกิจกรรมใหม่ที่จัดขึ้นในงานปีนี้ ได้แก่ การแข่งขันไถนานานาชาติ การแสดงขบวนเกวียนโบราณ และกิจกรรมอื่น ๆ นอกเหนือจากการเปิดบ้านเป็นที่พักแบบโฮมสเตย์ ให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วิถีชีวิตจริงแท้ของชนบท
บ้านเชียงจึงยังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของธานีอุดรธานีที่น่าไปสัมผัสสักครั้งหนึ่ง ไม่ใช่หรืออีกสักครั้งสำหรับหลาย ๆ ท่าน